ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

หลักการตลาด New GEN จาก 4P’s สู่ 4E’s

 หลักการตลาด New GEN จาก 4P’s สู่ 4E’s

     4P's ประกอบด้วย Product, Price, Place และ Promotion แต่หลักการที่ว่าใช้มาตั้งแต่ปี 1960 จึงไม่แปลกที่ในปัจจุบันจะมีหลักการตลาดใหม่ที่น่าสนใจ และสามารถปรับใช้ได้เหมาะกับยุคปัจจุบันมากกว่าคือ 4E's เราจึงอยากมาเล่าให้ฟังว่าหลักการนี้คืออะไร


1. Product >> "Experience" สินค้าหรือบริการ สู่ประสบการณ์

    ทุกวันนี้ผู้บริโภคไม่ได้คาดหวังแค่สินค้าหรือบริการเท่านั้น แต่คาดหวังที่จะได้รับประสบการณ์ที่ดีคุ้มค่า สมราคาที่ต้องจ่าย ดังนั้น การที่จะชนะใจผู้บริโภคจึงต้องมีอะไรมากกว่าที่ผู้บริโภคจะได้รับแค่คำว่าสินค้าหรือบริการ คือประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับและทำให้หลงรักสินค้านั้นๆ 

2. Price >> "Exchange". จากราคา สู่การแลกเปลี่ยน 

    ในปัจจุบันผู้ริโภคไม่ได้ให้ความสำคัญของราคาเป็นหลัก แต่สนใจในเรื่องของความคุ้มค่าที่แลกกับราคาที่ต้องจ่าย ดังคำกล่าว “ถูกใจไม่มีคำว่าแพง” 

3. Place >> "Everywhere" จากทำเลดีๆ สู่ ทุกที่ 

    ในปัจจุบันที่การมีหน้าร้านไม่จำเป็นอีกต่อไปเพราะเทคโนโลยี ที่ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้ทุกที่ทุกมุมทั่วโลกเพียงแค่มีอินเตอร์เน็ต มีแพลตฟอร์มต่างๆมากมายที่เป็นพื้นที่ให้ร้านของคุณสามารถให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส

4. Promotion >> "Evangelism" จากลูกค้าแบบ ลดแลก แจก แถม สู่การเป็นสาวก

    การทำเคมเปญในสมัยก่อนก็เพื่อกระตุ้นยอดขายแต่จะมีประโยชน์อะไรหากไม่สามารถเปลี่ยนลูกค้าขาจรสู่ลูกค้าประจำได้ 

เมื่อเวลาไม่สามารถหยุดเดิน ความต้องการของมนุษย์ก็ไม่มีวันหยุดนิ่งเช่นกัน ดังนั้นกลยุทธ์การตลาดแบบเดิมๆ จึงอาจไม่สามารถตอบโจทย์ได้ดังเช่นเคย การนำหลักการตลาดแบบ 4E’s เข้าใช้ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้บริโภคและธุรกิจเติบโตไปด้วยกัน

สำหรับใครที่ อยากเรียนรู้การตลาดออนไลน์ เพิ่มเติม  เรามี คลาสรับทำการตลาดออนไลน์  พื้นฐานมาแนะนำค่ะ

อ่านบทความเกี่ยวกับ 2 กลยุทธ์ทำการตลาดออนไลน์ที่ควรรู้


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

5 ขั้นตอนขายของด้วยกลยุทธ์การตลาด Personalization           เมื่อเทคโนโลยีและข้อมูลก้าวหน้าขึ้น กลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization ก็ทำได้ง่ายขึ้น ทำให้เราสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะคนด้วยคอนเทนต์ สินค้า และบริการ ช่องทางการสื่อสาร ราคา และประสบการณ์ที่เหมาะกับคนๆนั้นได้ ทำไมต้องทำกลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization ? ถ้ามองในแง่ของคนทำธุรกิจ ก็คือกำไรที่มากขึ้น จากสถิติอ้างว่าการทำการตลาด Personalization ช่วยเพิ่มกำไรอีก 15 % สำหรับแบรนด์ที่ตระหนักถึงความต้องการของผู้บริโภค แต่ถ้ามองในแง่ของผู้บริโภค กลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้ 75% ของผู้บริโภคมาซื้อของร้านโดยเฉพาะร้านค้าปลีกมากขึ้นหากร้านนั้นจำชื่อของลูกค้าได้ คอยดูและแนะนำทางเลือกใหม่ๆ โดยดูจากประวัติการซื้อของ ซึ่ง 81% ของผู้บริโภคอยากให้แบรนด์จำตัวลูกค้าได้ รู้ว่าเวลาไหนที่แบรนด์ควรเข้าไปดูแลลูกค้าและเวลาไหนที่ไม่ควร กลยุทธ์การตลาดแบบ Personalization ทำอย่างไร?      1. ต้องมีข้อมูลลูกค้าอยู่ในมือก่อน : จะสื่อสารกับลูกค้าต้องรู้จักลักษณะของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องอายุ  เพศ ที...

หาสิ่งที่ชอบ “Passion” เปลี่ยนเป็นรายได้ “Income”

หาสิ่งที่ชอบ “Passion” เปลี่ยนเป็นรายได้  “Income”         ในปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส-19 ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในปัจจุบัน ถึงแม้จะไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศไทยก็ตาม แต่ก็ยังมีคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยที่ติดเชื้อจากประเทศนั้นๆ ทำให้หลายยังกลัวกับเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่นี้อยู่ ทำให้ส่งผลต่อการงาน บางคนต้องถูกสั่งพักงาน และเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน และการเดินทางไปต่างจังหวัดต้องป้องกันโดยการใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันโรค แต่ในมุมร้ายๆ ก็อาจจะมีมุมดีๆ หากเรามองในแง่ดี ก็คือการที่ไม่ต้องเดินทางไปไหนไกลในแต่ละวัน ทำให้เราหันมาใส่ใจการดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น หรือหลายๆ อาจหาทำสิ่งใหม่ๆ เพื่อเพิ่มทักษะให้กับตัวเอง      หากคุณเป็นคนหนึ่งมีสิ่งที่ชอบและสิ่งที่คิดว่าตัวเองถนัด  อยากหารายได้เสริม (Income) เกี่ยวกับงานที่ตัวเองจะทำนี้คือ 4 ช่องทางที่จะสามารถเปลี่ยน  สิ่งที่ชอบ  ( Passion ) เป็น รายได้  ( Income ) 1. YouTube       การสร้างรายได้ในช่องทางนี้ให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่สิ่งที...

พักโซเชียลมาใช้ SEM & SEO กันเถอะ

พักโซเชียลมาใช้ SEM & SEO กันเถอะ           ในปัจจุบันนี้ Social Media   ส่วนใหญ่ถือกำเนิดขึ้นมาจากจุดประสงค์ของการเชื่อมต่อคนทั่วโลกให้เข้าถึงกัน หลังจากนั้นถึงมีการพัฒนาแพลตฟอร์มให้เอื้อต่อการทำธุรกิจด้วยฟีเจอร์ให้ลงโฆษณา ให้ซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มนั้นๆ ได้ทันที แต่ลองคิดภาพว่า Social ทุกแพลตฟอร์มถึงจุดอิ่มตัว ผู้เริ่มใช้เริ่มเบื่อ ไม่มีคนเข้ามาดูอะไร แล้วใครจะเห็นสินค้า หรือคอนเทนต์ของเรากัน ?       SEM แบ่งวิธีการทำออกได้สองแบบ คือ SEO คือการแข่งขันกันขึ้นอันดับของ   Search Engine   อย่าง Google เพื่อให้คนที่เสิร์ช เข้ามาเห็นเว็บไซต์ของเราก่อนเป็นอันดับแรกๆ ผู้คนที่ค้นหา เชื่อการจัดอันดับของ Google มากพอสมควร และลิงก์ไหนที่ขึ้นเป็นอันดับแรกๆ จะมีคำตอบที่พวกเขาต้องการมากที่สุด      ส่วนการทำ Google Ads คือการสร้างชุดโฆษณาขึ้นมา แล้วคัดเลือกคีย์เวิร์ดที่ต้องการ จากนั้นกำหนดให้คนที่เสิร์ช ด้วยคีย์เวิร์ดนี้จะเห็นโฆษณาที่ทำแล้วเห็นผลได้ทันทีเพราะโฆษณาของคุณจะปรากฏขึ้นในหน้า Search ของ Google เลย ...